Your Shopping Cart is empty.
{{ (item.variation.media ? item.variation.media.alt_translations : item.product.cover_media.alt_translations) | translateModel }} {{ (item.variation.media
                    ? item.variation.media.alt_translations
                    : item.product.cover_media.alt_translations) | translateModel
                }}
{{ 'product.bundled_products.label' | translate }}
{{ 'product.bundle_group_products.label' | translate }}
{{ 'product.gift.label' | translate }}
{{ 'product.addon_products.label' | translate }}
{{item.product.title_translations|translateModel}}
{{ field.name_translations | translateModel }}
  • {{ childProduct.title_translations | translateModel }}

    {{ getChildVariationShorthand(childProduct.child_variation) }}

  • {{ getSelectedItemDetail(selectedChildProduct, item).childProductName }} x {{ selectedChildProduct.quantity || 1 }}

    {{ getSelectedItemDetail(selectedChildProduct, item).childVariationName }}

{{item.variation.name}}
{{item.quantity}}x ฿0 {{ item.unit_point }} Point
{{addonItem.product.cover_media.alt_translations | translateModel}}
{{ 'product.addon_products.label' | translate }}
{{addonItem.product.title_translations|translateModel}}
{{addonItem.quantity}}x {{ mainConfig.merchantData.base_currency.alternate_symbol + "0" }}

Sretsis เปิดตัว Collaboration สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ Kamalaya เกาะสมุย

    เป็นครั้งแรกที่แบรนด์แฟชั่น Sretsis นำเสนอโปรแกรมสุขภาพสุดพิเศษ ‘Blossom to Bliss’ อันเป็นแพ็คเกจ พักผ่อนที่ร่วมมือกับ Kamalaya – Wellness Sanctuary and Holistic Spa Retreat เวลล์เนสรีสอร์ทที่เกาะสมุยที่ได้รับรางวัลมากมาย มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพกายและใจ โดยโปรแกรมนี้ถูกออกแบบสำหรับลูกค้าสเรทซิสที่ต้องการค้นหาตัวเองและพักผ่อนอย่างมีสไตล์     สำหรับข้อเสนอในช่วงเวลาอันจำกัดนี้ให้สิทธิ์สำหรับลูกค้า 108 ท่านที่จองแพ็คเกจโดยตรงกับ Kamalaya ซึ่งแขกพิเศษของโปรแกรม Blossom to Bliss นี้จะได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ทางด้านสุขภาพและการฟื้นฟูจิตใจ Blossom to Bliss มุ่งเน้นไปที่พลังบำบัดจากธรรมชาติเพื่อกระตุ้นความสดชื่นและฟื้นฟูพลังจากภายใน ผู้ที่เข้าพักที่ Kamalaya จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยเครื่องดื่ม Tropical Drink ประดับดอกไม้ และโปรแกรมนี้จะเริ่มต้นด้วยการให้คำปรึกษาเบื้องต้นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด ไปจนถึงผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต   โปรแกรมทรีทเมนต์เพื่อสุขภาพที่ออกแบบโดยสเรทซิส จะประกอบไปด้วยการนวดเท้าสไตล์เอเชียดั้งเดิม 90 นาทีและการแช่เท้าด้วยสมุนไพร, การนวดกดจุดที่ใบหน้า 75 นาที, ทรีทเมนต์ Three Treasure 90 นาที อันเป็นทรีทเมนต์ซิกเนเจอร์ของ Kamalaya, สครับเม็ดบัว, การนวดทั่วไป, การฝึกหายใจแบบ Pranayama, การบำบัดด้วยพลังงาน Reiki, พิลาทิส, แอโรบิกในน้ำ, เต้นรำและมวยไทย     แขกพิเศษที่เข้ารวมโปรแกรม Blossom to Bliss จะได้รับของขวัญพิเศษออกแบบโดยสเรทซิส ได้แก่ Zinnia Sarong – โสร่งในลายผ้า Zinnia หรือลายดอกบานชื่น นอกจากนี้ยังมีสินค้าพิเศษอื่นๆ จากสเรทซิสที่นำไปวางจำหน่ายที่ Kamalaya อีกด้วย นอกจากนั้นแพ็คเกจยังรวมไปถึงการบริการรับส่งที่สนามบินนานาชาติสมุยและอาหารเพื่อสุขภาพ 3 มื้อในทุกวัน และแขกพิเศษจะได้รับการบริการน้ำชาดีทอกซ์ คุ้กกี้ Gluten Free และผลไม้เสิร์ฟด้วย Tamed Lovers Pinto จากสเรทซิส พาร์เลอร์ในยามบ่ายอีกด้วย     ด้วยสถานที่ของ Kalamaya นั้นตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะสมุย ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจ และเป็นที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้รักสุขภาพและนักเดินทางที่ต้องการค้นหาตัวเอง เพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติและฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ซึ่งผู้เข้าพักจะได้สัมผัสกับแนวทางการรักษาสุขภาพที่แตกต่าง ซึ่งโปรแกรมต่างๆถูกสรรค์สร้างจากการผสมผสานการบำบัดจากศาสตร์ฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มพลังจิตใจและชีวิตชีวาให้กับผู้เข้าพัก     การใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ คนเรามักจะลืมการหาเวลาให้ตนเองเพื่อเพิ่มพลังและรีแลกซ์ สเรทซิสจึงมีความยินดีที่จะนำเสนอ Collaboration นี้กับ Kamalaya เกาะสมุยเพื่อส่งต่อความชื่นชอบ และเชิญชวนแฟนสเรทซิสมาพักผ่อนเพื่อใช้เวลาในการฟื้นฟูจิตใจกับ Blossom to Bliss สุดพิเศษที่ตั้งใจทำขึ้น   สำรองจองโปรแกรมพักผ่อนราคาพิเศษได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2021 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2022 โดยสามารถสำรองแพ็คเกจเริ่มต้นในรูปแบบห้อง Garden View Villa ราคา 69,900 บาท All Inclusive สำหรับ 3 คืน, ราคา 109,900 บาท All Inclusive สำหรับ 5 คืน หรือเลือกรูปแบบห้องได้ตามความต้องการ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและจองห้องพักได้ทาง Kamalaya.com, Email : reservations@kamalaya.com หรือโทร +66 77 429 800
2022-05-23

About Me : อะไรทำให้ตัดสินใจดูแลสุขภาพ

จากผู้หญิงที่ติดขนมหวานมากถึงขนาดต้องมีตู้เย็นไว้ในห้องนอน lifestyle ที่ไม่เคยเดิน supermarket และออกกำลัง จนตอนนี้หลงรักชีวิตดีๆที่สามารถดูแลตัวเองได้จากภายใน ชอบเข้าครัวลองสูตรอาหารใหม่ๆ ออกกำลังในแบบที่ชอบ และพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขและความรู้ดีๆในการบอกรักตัวเองด้วยการทาน คิด และใช้ชีวิต ให้คนรอบข้างได้สัมผัสถึงพลังบวกเหล่านี้ไปด้วยกัน ลองอ่านดูว่าอะไรทำให้เมย์เริ่มดูแลตัวเอง เผื่อจะเป็นแรงบัลดาลใจให้เพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะคะ I am a healthy foodie who loves to eat, play in the kitchen, stay fit, travel and inspire♡      The Beginning เหตุเกิดเพราะอยากลดน้ำหนัก 6 กก. ที่ได้มาตอนไปเรียนที่อเมริกา สมัยก่อนตอนเด็กๆเป็นคนไม่มีพุงแต่ติดหวานมากกกก มีตู้เย็นไว้ในห้องนอน เอาไว้เก็บช๊อคโกแลต แต่ไม่ยักมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก อาจเพราะสูง 175 ซม. และยังเด็กอยู่ ทานเท่าไหร่ไม่ค่อยอ้วน ไม่มีความรู้เรื่องอาหารสุขภาพและการดูแลตัวเองเลย ออกกำลังก็ไม่ออก supermarket ก็ไม่เดิน พอจบมัธยม เมย์ไปเรียนต่อป.ตรีที่อเมริกา ด้วยความเป็นคนชอบทาน เทอมแรกนี่ enjoy eating มากกกก พิซซ่า คุกกี้ เค้ก จัดเต็ม ที่ห้องไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนัก วันๆใส่แต่ legging อากาศก็หนาว ใส่แต่เสื้อหนาวใหญ่ๆ พอจบเทอมจะกลับบ้านเท่านั้นแหละ ลองใส่กางเกงที่ใส่มา ตอนมาต้องใส่เข็มขัด แต่ตอนนี้ โอ้วแม่จ้าวววว มันคับ!!!! ได้กาลไปซื้อเครื่องชั่งน้ำหนัก น้ำหนักขึ้น 6 กก. ใน 3 เดือนนนน คืออะไร …. เห้ย มีพุงด้วย !! เมย์เรียนที่นั่น 3 ปี ด้วยความที่ฝรั่งตัวใหญ่ เราก็ไม่ได้รู้สึกอ้วนอะไรมาก แต่พุงที่มาแล้วไม่ไปนี่หละ เริ่มทำให้รำคาญ ด้วยความที่ไม่มีความรู้และไม่ทำอาหารเลยจึงตกเป็นเหยื่อการตลาดของสินค้าที่ “ดูเหมือนจะดี” ต่างๆใน supermarket ไม่ว่าจะเป็น OREO 100 Cal / Wholeheat Crackers ที่โซเดียมสูงมากก / Fat Free Yogurt ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ฯลฯ ทานอยู่เป็นปีโดยไม่ได้คิดอะไรมาก (คิดกลับไป ขำตัวเองว่าไม่ฉลาดเอาซะเลย) เรียนจบกลับมาเริ่มไม่ไหวเพราะคนไทยตัวเล็ก เริ่มพยายามลดน้ำหนักโดยการไปออกกำลัง (เมื่อก่อนออกกำลังเหงื่อก็ไม่ค่อยออก) เริ่มพยายามทานน้อย ไม่ทานแป้ง เลี่ยงทานไขมัน มีวันนึงขับรถผ่านร้าน Lemon Farm ลองเข้าไปทานอาหารดู โอ้โห ให้ข้าวกล้องเยอะมาก ตอนแรกกลัวไม่กล้าทาน แต่พอทานแล้วอร่อย และด้วยความที่คิดถึงการทานคาร์บเยอะๆบวกกับเพิ่งออกกำลังเสร็จเลยทานซะหมดจาน วันต่อมา ไปชั่งน้ำหนัก เฮ้ย!!! น้ำหนักไม่ขึ้น งี้เราก็ทานข้าวได้ดิ เลยเริ่มไปฝากท้องกับ Lemon Farm ทานไปๆ ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย อ้าว น้ำหนักลด!!! ออกกำลังก็ไม่ได้ทำเยอะ เจ๋งอ่า ด้วยนิสัยที่เมย์เป็นคนที่หากสนใจอะไรจะอินกับสิ่งนั้นมากๆ เมย์เลยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับข้าวกล้อง ต่อมาจนถึงหลักโภชนาการต่างๆ ได้เริ่มทำ MSHAPPYDIET จนกลายมาเป็นเมย์ที่หลงรักการดูแลตัวเอง ชอบเข้าครัว และชอบที่จะแบ่งปันความรู้ดีๆกับเพื่อนๆมาจนถึงทุกวันนี้   My Knowledge ตอนแรกเมย์ศึกษาเองจากการอ่านและลองทำตาม แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่อยากรู้ อยากทำอะไรแล้วก็มักจะทำให้ถึงที่สุด บวกกับการทำ MSHAPPYDIET แล้วเริ่มมีน้องๆมาปรึกษา เมย์เลยไปเรียนด้านโภชนาการมา 3 แห่ง จนตอนนี้ได้รับการรับรองเป็น Certified Health Coach หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพแล้ว  Certificate in Plant Based Nutrition จาก Cornell University (2013) – อันนี้เกี่ยวกับการทานเจแบบ Whole Foods เพื่อรักษามะเร็งและโรคต่างๆ Nutritional Therapy จาก Oxford College (2014) – อันนี้กว้างและตื้นไปหน่อย ไม่ค่อยแนะนำ Certified Health Coach จาก Institute of Integrative Nutrition (2016) – อันนี้ชอบมาก สอนให้คิดและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ใครอยากเรียนบอกได้นะคะ เมย์สามารถ refer และได้ส่วนลดค่าเล่าเรียน เมย์ยังได้ไปเรียน Intensive Plant Based Chef Training (2017) จาก Blue Lotus Plant Based Institute ที่ Huahin อีกด้วยค่ะ นอกเหนือจากเรื่องอาหาร เมย์ได้ศึกษาเรื่องโยคะ โดยได้รับรองการเป็นครูจาก Yoga Alliance ในหลักสูตร RYS200 Goddess Yoga Teacher Training โดยเมย์จะสอนโยคะที่ผสมผสานระหว่างท่า Asana และ Movement ต่างๆ การใช้ ดนตรี essential oil และการนั่งสมาธิ เพื่อผ่อนคลาย เมย์อยากให้นักเรียนได้ฝึกความแข็งแรงของทั้งร่างกายและจิตใจ กลับไปพร้อมรอยยิ้ม พลังบวกและแรงบัลดาลใจที่จะอยากดูแลตัวเองในทุกๆวัน   My Philosophy & Lifestyle เมย์เป็นคนชอบทานและชอบใช้ชีวิตให้มีความสุข เท่าที่เมย์ศึกษาและทดลอง ความเครียดเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับสุขภาพเราแล้ว เพราะฉะนั้น หากทำอะไรแล้วไม่สบายใจ เมย์จะไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการนับแคล อดอาหารแบบที่ตัวเองไม่พร้อม ฯลฯ หลายคนสงสัยว่าเมย์ทานคลีนตลอดเวลารึเปล่า คำตอบคือไม่ เมย์ยังชอบทาน ชอบหาของอร่อยทาน แต่ด้วยความที่เราทานดีมานาน ลิ้นรับรสเราเปลี่ยน อะไรที่หวาน หรือรสจัดมากๆเมย์ไม่ได้คิดว่ามันอร่อยเหมือนสมัยก่อนแล้ว กลายเป็นไม่ค่อยอยากทานอาหารพวกนี้โดยไม่ต้องบังคับตัวเอง แต่หากเจออะไรที่อร่อยคุ้มอ้วน เช่นเค้ก หรือไวน์ดีๆเมย์ก็ยังจะทานอยู่ แต่จะแบ่งกับคนอื่น ไม่ทานคนเดียว แต่มีข้อแม้ว่าเค้กนั้นต้องทำมาจากวัตถุดิบที่ดีจากธรรมชาติเช่นครีมและเนยแท้ ไม่ใช่ครีมเทียมและมาการีน  ส่วนมาก เมย์จะทานแบบ Whole Foods Plant Based คือเน้นการทานพืช ผัก ผลไม้ให้มาก ยังทานเนื้อสัตว์ เน้นอาหารสด ปรุงใหม่ เลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารไมโครเวฟ นมวัว ผงชูรส และน้ำตาล นอกจากจะได้รูปร่างสมส่วนกลับคืนมา เมย์ยังได้ ระบบขับถ่ายที่ดีขึ้น ผื่นที่แขนที่เป็นมาตลอดเป็น 10 ปีหายไป ตื่นตอนเช้าด้วยความสดใส ไม่ง่วงตอนบ่ายและมีแรงดีตลอดวันค่ะ จากที่ไม่ชอบออกกำลังเลย ตอนนี้เมย์ยังออกกำลังอาทิตย์ละ 5 วันจนเป็นนิสัยด้วย ส่วนเรื่องเข้าครัว เมื่อก่อนครอบครัวและเพื่อนๆจะรู้เลยว่าเมย์ทำอาหารไม่เป็น แม้แต่หุงข้าวหรือต้มไข่ยังไม่ทำ supermarket ก็ไม่ชอบเดิน แต่เดี๋ยวนี้เมย์ชอบเดิน supermarket มากกว่าซื้อเสื้อผ้า และกระเป๋าอีก การเข้าครัวทำอาหารลองสูตรใหม่ๆกลายเป็นกิจกรรมคลายเครียด ด้วยความที่เมย์ไม่ใช่เชฟ ทุกสูตรที่เมย์เอามาลงคือง่ายมาก ทุกคนทำตามได้แน่นอน เมย์อยากให้  MSHAPPYDIET เป็นแรงบัลดาลใจให้เพื่อนๆเห็นว่าการดูแลตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากหรือน่าเบื่อ ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยหรือมีอายุก่อน เมย์อยากสร้าง community นี้เพื่อให้เพื่อนๆได้มาคุย แบ่งปันความรู้และเป็นแรงบัลดาลใจให้แก่กัน   หวังว่าสิ่งที่เมย์ได้ตั้งใจทำนี้จะเป็นประโยชน์ ขอบคุณที่คอยติดตาม และหวังว่าเราจะได้เจอกันเร็วๆนี้นะคะ ♡ MS
2022-04-20

ทานเจ / นับแคล / งดแป้ง / กินคีโต : สรุป กินแบบไหนดีที่สุด

ด้วยความที่เมย์เป็นคนชอบลอง เจอทฤษฎีอะไรน่าสนใจก็มักจะลองกับตัวเองหมด ลองมาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นการทานแบบ Vegan / Macrobiotics / Paleo / Keto / นับแคล และอื่นๆ สุดท้าย เมย์ค้นพบว่าไม่มีการกินแบบไหนที่จะเหมาะกับทุกคน และทุกช่วงเวลา การกินตามความรู้สึกและสภาพร่างกายเรา ณ ขณะนั้น และวัยนั้น คือดีที่สุด ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีการกินแบบไหนที่ perfect เหมาะกับทุกคน เว้นแต่การทานอาหารจากธรรมชาติ ปรุงด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ จะทานอะไร เท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนับสารอาหาร เลี่ยงของแปรรูป ฟังร่างกายเราว่าเขาต้องการอะไร ​ณ ขณะนั้นคือวิธีการกินที่ดีที่สุด และได้น้ำหนักที่เหมาะกับตัวเราแบบยั่งยืนที่สุดค่ะ มากกว่า 5 ปีที่เมย์ได้ศึกษาและทดลอง สิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพเราที่สุดคือความเครียด เพราะฉะนั้นหากดูแลตัวเองแล้วเครียด ไม่ว่าจะเป็นการบังคับตัวเองให้กิน หรือไม่กินอะไร การออกกำลังกายที่หนักไป ก็อย่าทำ เพราะมันจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารพิษออกมานะคะ จะดูแลตัวเองต้องทำด้วยความพร้อมและความเข้าใจ ทำเพราะว่าเรารักและเห็นคุณค่าในตัวเอง ทำเท่าที่เราไหว ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ทำอย่างมีความสุข แล้วจะเห็นผลดีที่สุดค่ะ เคยเห็นใช่ไหม บางคนพยายามจะลด กินน้อยออกกำลังหนักน้ำหนักก็ไม่ลง แต่บางคน แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุข ทานเท่าที่อยาก ทานแค่พอดี ออกกำลังในแบบที่ชอบให้พอประมาณ มีความสุขกับชีวิต ไม่เครียด แค่นี้ก็ไม่อ้วนแล้วค่ะ แต่หากถามว่านอกจากความเครียดแล้ว อาหารอะไรที่อันตรายที่สุดก็คือ น้ำตาล น่ากลัวยิ่งกว่าไขมัน เลี่ยงได้ก็ดี เลี่ยงไม่ได้ ลดหน่อยก็ยังดีค่ะ แต่หากใครยังอยากรู้ว่าการทานแบบ special diet แต่ละอย่างที่เมย์กล่าวมาคืออะไร กินยังไง เมย์ทำแล้วได้ผลยังไง เมย์ได้สรุปมาให้อ่านกัน ลองดูนะคะ รูปซ้าย คือเมย์เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นตอนที่เมย์เริ่มสนใจการดูแลสุขภาพในช่วงแรกๆ ช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีความรู้ เริ่มจากการทานเจเกือบ 100% เพื่อลดน้ำหนัก ผลคือน้ำหนักลด 6 กก. สมใจ แต่กลายเป็นคนเลือดจาง เกือบต้องให้เลือด หลังจากนั้น ได้ลองทานแบบต่างๆมาเรื่อยๆตามด้านล่างนี้ ** หากใครได้อ่าน About Me จะทราบว่าจุดเริ่มต้นของความสนใจใน Healthy Lifestyle คือเมย์อยากลดน้ำหนัก แต่สิ่งที่เมย์ได้มากกว่านั้นคือ ระบบขับถ่ายที่ดีขึ้น ผื่นที่แขนที่เป็นมาเป็น 10 ปีหายไป ตื่นตอนเช้าด้วยความสดใส ไม่ง่วงตอนบ่ายและมีแรงดีตลอดวันค่ะ เมย์ไม่ได้บอกว่าวิธีไหนดีที่สุด ถูกหรือผิด เพียงแต่แค่มาแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมา ใครยังไม่มีเวลาอ่านว่าเมย์ผ่านการทานแบบไหนมาบ้าง จะข้ามไปตอนจบเลยก็ได้นะคะ 1. Low Calories Trial Period: ประมาณ 1 ปี (ปี 2011 ตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา) What: แค่กินอาหารที่พลังงานน้อยกว่าที่ใช้ก็ผอมแล้ว How: จะกิน จะซื้ออะไรก็ขอให้แคลต่ำไว้ก่อน ไม่ออกกำลังก็ได้ แค่กินให้น้อยกว่าที่เราใช้พลังงานในชีวิตประจำวันก็โอเค ตอนนั้นเรียนอยู่ที่อเมริกา ซื้ออะไรก็ได้ที่แคลต่ำไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น Oreo 100 แคล โยเกิร์ตไขมันต่ำ คือตกเป็นเหยื่อการตลาดสุดๆ ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องสารอาหารเลย ดูอะไรที่แคลน้อยเป็นพอ Result: น้ำหนักลงจริง แต่ไปเที่ยว หรือไปสังสรรค์เมื่อไหร่น้ำหนักก็ขึ้นทันที เหนื่อยง่าย ไม่สดใส คิดเยอะเวลาจะกินอะไร กังวลว่าแคลจะเยอะไปไหม ขับถ่ายไม่คล่องเท่าที่ควร ยังมีผื่นที่แขน ทายาที่มี steroid แก้ต่อไป (กลับไปถามหมอผิวหนังตอนนี้ เขาก็ยังจะจ่ายยาแบบเดิม ไม่เคยคิดจะแนะนำเรื่องกายกินเลยยยย) The Positive: น้ำหนักลงจริง ง่าย และไม่ต้องคิดอะไรมาก The Negative: ขาดสารอาหาร ขับถ่ายไม่ดี ไม่สดชื่น สดใส 2. Vegan Trial Period: ประมาณ 5-6 เดือน (ปี 2012) ไม่ได้ Vegan 100% น่าจะซัก 90% ทำควบคู่ไปกับ Macrobiotics และ Whole Foods Plant Based ค่ะ What: การละเว้นจากการทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยสิ้นเชิง How: ทานอะไรก็ได้ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ Oreo ก็เจนะรู้ยัง Result: น้ำหนักลงครบ 6 กก. สมใจ (รูปซ้ายด้านบน) ไปตรวจร่างกายคอเลสเตอรอลต่ำดี แต่เลือดจางมากจนเกือบต้องให้เลือด คุณหมอบอกให้ทานผักใบเขียวเข้มเยอะๆและให้ทานเนื้อแดงจะได้ไม่ขาดธาตุเหล็ก แต่คือตอนนั้นทานผักใบเขียวเข้มเยอะมากแล้วจริงๆ The Positive: น้ำหนักลง ตัวเบา ขับถ่ายดี นอนดี ผื่นที่แขนหายไป (ตอนหลังมารู้ว่าตัวเองไม่ถูกกับนมวัวนั่นเอง) The Negative: ไม่ค่อยมีแรง เลือดจางมากกก ความดันต่ำ หากลุกเร็วจะรู้สึกหน้ามืด อันนี้มารู้ทีหลังว่าหากจะทานเจจริงๆควรทานวิตามินเสริม ที่สำคัญมากคือธาตุเหล็กและ วิตามิน B12 โชคดีที่เมย์ไม่ได้ประจำเดือนหาย อาจเพราะไม่ได้ออกกำลังหนักมาก และยังคงทานไขมันดีเช่นถั่วและอโวคาโดอยู่ 3. Macrobiotics   Trial Period: ประมาณ 5-6 เดือน (ปี 2012) What: การทานแบบคนญี่ปุ่น โดยเน้นธัญพืชและถั่วไม่ขัดสีเป็นหลัก ทานเนื้อสัตว์ได้แต่ต้องเป็นปลาเท่านั้นและไม่บ่อย ไม่เน้นโปรตีน และเป็นการทานแบบต้องเลี่ยงไขมันสุดๆ How: ตอนนั้นอินมาก ไปเข้าคอร์ส ซื้อกระทะและเรียนรู้การปรุงอาหารใหม่ เลิกสนใจแคเลอร์รี่ กล้าทานข้าวกล้องเยอะๆ รู้จักการหุงข้าวและปรุงผักให้คงคุณค่าสารอาหารไว้ให้มากที่สุด Result: น้ำหนักลงแบบไม่โยโย่ นอนดี ขับถ่ายดี แต่ความดันต่ำ เลือดเริ่มจาง The Positive: ได้เรียนรู้วิธีปรุงอาหารให้คงคุณค่าไว้ได้มากที่สุด ขับถ่ายดี นอนหลับง่าย ตื่นเช้ามาสดใส The Negative: หากทำตามอย่างเคร่งคัดจะไม่สามารถทานเนื้อแดงได้ เพราะฉะนั้นขนม ชาบูเนื้อต่างๆไม่ต้องพูดถึง ด้วยความที่เมย์เป็นคนชอบกิน เลยยังมีความทานของพวกนี้อยู่บ้าง โดยเฉพาะเวลาไปทานกับเพื่อนและครอบครัว คนรอบข้างก็จะไม่ค่อย happy ด้วยเท่าไหร่ 4. Whole Food Plant Based Trial Period: ประมาณ 5-6 เดือน (ปี 2012 – 2013) ตอนกำลังเรียน Certificate in Plant Based Nutrition จาก Cornell What: การทานอาหารจากธรรมชาติแบบครบรูป (Whole Foods) คือไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ถั่ว หรือธัญพืช เราจะเน้นทานแบบที่ผ่านกระบวนการน้อยที่สุด ขัดสีน้อยที่สุด ตามตำราแล้ว การทานแบบนี้จะงดเว้นจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยเฉพาะนมวัว How: เมย์ชอบวิธีนี้มาก สอนให้ไม่ทานอะไรแย่ๆเช่น Vegan Donuts / Oreo 100 Cal อาหารเจที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเยอะๆเช่น โปรตีนเกษตรหรือเนื้อสัตว์ปลอม ได้เรียนรู้การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำอาหาร เริ่มเรียนรู้การทานวิตามินเสริม เช่นธาตุเหล็กและ วิตามิน B12 Result: ทานได้เยอะ น้ำหนักลงแบบไม่โยโย่ นอนดี ขับถ่ายดี ผื่นที่แขนหายไป The Positive: ได้เรียนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำอาหาร สั่งอาหารและเลือกซื้ออาหาร เข้าใจว่าอาหารที่มีประโยชน์จริงๆคืออาหารจากธรรมชาติ ไม่ใช่อาหารจากโรงงานที่เขาเติมวิตามินและไฟเบอร์เข้าไป The Negative: อดกินซูชิ ชาบู กะปิ และของโปรดอื่นๆอีกมากมาย 5. Calorie Counting Trial Period: ประมาณ 3 อาทิตย์ (ปี 2013) ใช้เทรนเนอร์แล้วเขาบอกให้ลองนับแคลดู What: การทานอาหารโดยการคำณวนแคเลอรี่ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดต่อวัน ทั้งแคเลอรี่โดยรวมและ macronutrients เช่นคาร์บ โปรตีน และไขมัน โดยมากจะเน้นให้ทานโปรตีนและคาร์บเยอะ ไขมันน้อยๆ How: จะกินอะไรก็ต้องชั่ง ตวง อ่านฉลากและจด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไก่ ปลา ผัก ผลไม้ และเครื่องปรุงต่างๆ ต้องคอยดูว่าเรากินถึงไหม กินเกินหรือเปล่า Result: ออกกำลังแล้วเห็นผลชัดจริง น้ำหนักลด กล้ามเนื้อชัด The Positive: ได้เรียนรู้ว่าอาหารแต่ละอย่างมีพลังงานเท่าไหร่และสารอาหาร macronutrients อย่างไรบ้าง เห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปร่างที่ชัดเจน อยากทานอะไรก็ได้ ขนม นม เนย ขอให้อยู่ในแคลเป็นพอ The Negative:   อาทิตย์แรกก็สนุก แต่หลังๆจิตตก ไม่ไหวค่าาา ทำไมจะกินอะไรมันต้องชั่ง ต้องจด เวลาสังสรรค์เริ่มกังวลกับสิ่งที่ทาน เริ่มมีความคิดเรื่อง Cheat Day / Cheat Meal ซึ่งตอนนี้เมย์ไม่เห็นด้วย เพราะการจะทานอะไรที่ดีต่อใจ เราไม่ได้โกงใคร รวมถึงตัวเราเอง มันทำให้เกิดความเครียดในการกิน ไม่ใช่ว่าวิธีนี้ไม่ดี แต่เป้าหมายของเมย์ไม่ใช่การมี six pack แต่คือการมีสุขภาพที่ดีแบบระยะยาว มีความสุขกับการใช้ชีวิตและสิ่งที่ทาน แถมการทานแบบนี้เน้นแต่คาร์บและโปรตีน และหลายครั้งต้องทานในปริมาณที่เยอะมากเพื่อสร้างกล้าม หยุดเล่นเมื่อไหร่ บวมค่า 6. Paleo Trial Period: ประมาณ 6 เดือน (ปี 2016) What: การทานอาหารเหมือนมนุษย์ยุคหิน คือกินสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สมัยที่ยังไม่มีการทำเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เพราะฉะนั้นห้ามทานนมวัว แป้งสาลี ธัญพืชเช่นข้าว ถั่วเหลือง ข้าวโพดและน้ำตาลขาว เนื้อสัตว์ก็ต้องเป็นแบบปลอดฮอร์โมน ผัก็ต้องเป็นผักอินทรีย์ How: กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ของต้องห้าม เน้นการทานผักเขียว โปรตีนดี และไขมันดี Result: รู้สึกร่างกายแข็งแรง ท้องไม่อืด ผื่นหาย เลือดดีมากกกก ดีถึงขนาดเริ่มบริจาคเลือดได้ The Positive: ร่างกายแข็งแรง มีแรงในการออกกำลัง ประจำเดือนมาดี ได้เรียนรู้แหล่งขายเนื้อสัตว์ปลอดสารและผักอินทรีย์ ได้เรียนรู้วิธีการปรุงเนื้อสัตว์และอาหารคาวแบบต่างๆ สนุกกับการเข้าครัว The Negative:   ไม่สามารถทานข้าวได้ เพราะฉะนั้นอดทานซูชิ เวลาทานอาหารไทยก็ทานได้แต่กับ คิดถึงข้าว! 7. Ketogenic Trial Period: ประมาณ 3 อาทิตย์ (ปี 2017) What: การทานอาหารโดยเน้นไขมันเป็นหลัก ประมาณ 70-80% โปรตีนอีก 15% และคาร์บเพียง 5% How: จะทานอะไร ขอให้ไขมันสูงไว้ก่อน อาทิตย์แรกคือฟินมาก ไม่เคยกล้าทานไขมันเยอะขนาดนี้มาก่อน ทานแคปหมูเป็นของว่าง ดื่มกะทิเป็นว่าเล่น แต่!! คาร์บเช่นข้าว ฟักทอง ผลไม้ส่วนมากคือห้ามแตะ ผลไม้ของคนทำคีโตคือเบอร์รี่และอโวคาโด ขนาดทานพวกมะเขือเทศเยอะๆยังคาร์บเกินเลย Result: น้ำหนักลงเร็วมากกกกก 3 กก. ใน 7 วัน แรงเยอะ รู้สึก alert ตลอดวัน The Positive: น้ำหนักลงเร็วมาก ออกกำลังแล้วเหงื่อแตก เบิร์นดีสุดๆ The Negative:   ร่างกายตื่นเกิน ถึงเวลานอนก็ไม่ง่วง ตื่นก่อนกำหนด แถมระหว่างวันยังไม่ง่วงอีก ตาเป็นแพนด้า แต่ไม่ง่วงเลย เมย์พยายามทานแต่ไขมันดี ไขมันสัตว์ที่เลี้ยงแบบอินทรีย์ น้ำมันสกัดเย็นแบบออร์แกนิค คือทุกอย่างแพงมากกก คิดถึงการทานผลไม้และพืชหัวสุดๆ คิดไว้แล้วว่าทำได้ไม่ยั่งยืนแน่ๆ กลับไปทานปกติดีกว่า พอกลับมาทานเท่านั้นแหละ น้ำหนักกลับมาเร็วมากค่า อันนี้อานเพราะเมย์ทำคีโตแค่ 3 อาทิตย์ คนที่ทำนานๆ น้ำหนักอาจไม่กลับขึ้นมาเร็วหรือเหมือนเดิมเท่าเมย์ อ้อ เสียดาย ไม่ได้วัดคอเลาเตอรอลก่อนและหลังทำค่ะ 8. Oh! No Sugar Trial Period: ประมาณ 1 ปี ทำบ้าง หยุดบ้าง (ปี 2017) What: อันนี้เป็นโปรแกรมที่เมย์คิดขึ้นมาเองโดยการปรับจากการทานแบบ Paleo ให้เข้ากับ Lifestyle ตัวเองและคนไทย เป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเองเลิกติดหวาน เพราะทานคลีนมาหลายปี อาการติดน้ำตาลและขนมคลีนต่างๆแก้ไม่หายซักที ทำแล้วดีมาเลยได้ทำเป็น OH! NO SUGAR CHALLENGE ขึ้นมา กลุ่มอยู่บน Facebook ไปเข้าร่วมได้ฟรีนะคะ How: เป็นการทานที่ครบหมู่ เน้นการทานผักมากกว่า 50% ของทุกมื้อ ทานโปรตีนดี ไขมันดี และคาร์บดีให้ครบตามพลังงานที่เราต้องใช้แต่แบ่งตามสัดส่วนในภาพ จะทานเท่าไหร่ก้ได้จนกว่าจะอิ่ม แต่ขอให้คงสัดส่วนนี้ไว้ มี 5 สิ่งที่ทานไม่ได้คือสารให้ความหวานทุกชนิด (ไม่นับผลไม้) นมวัว แป้งสาลี เหล้า และผงชูรส Result: น้ำหนังลดคงที่ หน้าท้องยุบ ผื่นหาย ขับถ่ายดี นอนดี สุขภาพดีแบบยั่งยืน The Positive: ได้ทานทุกอย่างที่อยากทาน อิ่ม อร่อย ไม่โหย ไม่เครียด นานๆทีอยากทานขนมก็ทานได้ หากทำเองก็ทำแบบไม่ใส่สารให้ความหวาน ใช้ความหวานจากผลไม้ล้วนๆ อร่อยมาก ลิ้นรับรสเปลี่ยนไปเลย ไม่โหยหาขนมหวาน ดีใจมากค่ะ The Negative:   การทานแบบนี้เป็นการหักดิบจากน้ำตาล ใครที่ติดน้ำตาลมากๆอาจมีอาการขับพิษต่างๆเช่น อารมณ์เหวี่ยง ท้องผูก สิวขึ้น ปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ คลื่นไส้และอื่นๆ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการปกติ หากผ่านอาทิตย์แรกไปได้ สดใสแน่นอนค่ะ Summary จากการได้ทดลองมาหลากหลายทฤษฎี ตอนนี้เมย์ค้นพบว่าการทานแบบ Wh0le Foods Plant Based + Oh! No Sugar เหมาะกับร่างกายเมย์ที่สุด นั่นก็คือ เน้นการทานผักให้ได้มากกว่า 50% ของทุกมื้อ ทานโปรตีนให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นถั่ว เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์เมื่อร่างกายโหยหา เมย์ทานได้หมดไม่ว่าจะเป็นปลาหรือเนื้อวัว (ส่วนมากจะทานเฉพาะเวลาไปทานชาบูหรือโอกาสพิเศษ) ทานไขมันดีทุกมื้อ เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้หญิงต้องการในการบำรุงฮอร์โมน ผิว ผม เล็บ ที่สำคัญ ไขมันดีทำให้อิ่มนานและไม่โหย ทานคาร์บจากพืชหัวและธัญพืชเต็มเมล็ดเช่นข้าวกล้อง คีนวา ข้าวโอ๊ต  โดยเฉพาะวันที่ไปออกกำลัง ทานขนมเมื่ออยากแต่นานๆทีและต้องทำจากวัตถุดิบที่ดี อร่อยคุ้มอ้วน ยังดื่มไวน์ หากเป็นไวน์ที่ดีและอร่อย ไม่อด ไม่เครียด น้ำหนักขึ้นมา 8 กก. จากเมื่อ 5 ปีก่อน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือจากคนที่เลือดจาก ตอนนี้บริจาคเลือดได้ทุก 3 เดือน เป้าหมายของเมย์เปลี่ยนจากการลดน้ำหนักเป็นอยากมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถเที่ยวรอบโลก Enjoy Life สามารถทำตัวเป็นประโยชน์ให้ผู้อื่น เมย์จะเคารพร่างกายด้วยการให้เขาพักเมื่อใช้งานเขาหนักไปเช่นออกกำลังหนัก ทำงานหนักก็ต้องพักผ่อน กินหนักก็ต้อง Detox ให้ร่างกายได้พัก ทำเท่าที่ทำได้ (ไว้จะมาเล่าวิธีการ Detox ในแบบต่างๆให้ฟังนะคะ) เมย์จะบอกตัวเองเสมอว่าไม่ต้องเครียดกับการกิน ไม่ต้องมี Cheat Meal เพราะการที่เราจะกินอะไรดีๆ อร่อยๆนั้นเราไม่ได้โกงใคร ไม่ต้องเครียด! มีเป้าหมายที่ชัดเจน และคิดว่าการกินอาหารทีดีคือการบำรุงกาย และบางทีก็ต้องมีบำรุงใจบ้าง คิดได้แค่นี้ ด้วยความที่เรารักร่างกายตัวเอง เราก็ไม่อยากกินอะไรแย่ๆเข้าไปโดยที่ไม่ต้องฝืนใจตัวเองแล้วค่ะ หากคิดว่าโพสท์นี้มีประโยชน์ อย่าลืม Comment & Share ให้ชื่นใจด้วยน้า ♡
2022-03-12

ภูมิแพ้อาหารแฝงคืออะไร?

ทำไมหลายคนถึงเลี่ยงนมวัว แป้งสาลี ถั่วลิสงและอื่นๆ?? เพื่อนๆเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องภูมิแพ้อาหารแฝงไหมคะ? ภูมิแพ้อาหารแฝงแตกต่างจากการแพ้อาหารเฉียบพลันตรงที่อาการแพ้เฉียบพลันจะเกิดขึ้นทันทีเช่นการหายใจไม่ออก ผื่นขึ้น และอื่นๆ แต่ภูมิแพ้อาหารแฝงจะเป็นอาการสะสม ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในร่างกาย ร่างกายเราจะย่อยอาหารบางประเภทยาก หรือไม่ได้ ทำให้เกิดอาการระคายในลำไส้ นานๆเข้าลำไส้เราจะเป็นแผล ทำให้เบคทีเรีย เชื้อโรคและเสษอาหารต่างๆหลุดเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดอาการสิว ปวดหัวเรื้อรัง สมาธิสั้น ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสียและอื่นๆ เมย์สังเกตุตัวเองว่าทานนมแล้วผื่นขึ้น ทานแป้งสาลีและแอลกอฮอลจะมีอาการท้องอืด ท้องป่อง และลมเยอะมากกกกก ด้วยความสงสัยเลยไปเจาะเลือดตรวจดู โอ้โฮ แพ้นมวัวจริงๆด้วย ตัวเลขสูงเชียว ไม่น่าผื่นขึ้นมาตั้งแต่เด็ก มาเริ่มทานคลีนและเลี่ยงนมวัวเลยเพิ่งจะหาย นอกจากนี้เมย์ยังแพ้แป้งสาลี ยีสต์หมักเหล้าและขนมปัง ไข่ ถั่วอัลมอนด์และอื่นๆ การที่เราเป็นคนทาน และทายาเยอะแต่เด็กก็มีส่วนช่วยให้ภูมิเราต่ำ หลังจากไปตรวจและลองเลี่ยงดูซักเดือน ผื่น ท้องอืด และอาการปวดหัวดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด เมย์ได้ลองกลับมาทานนม ไวน์ และขนมปังจากแป้งสาลี โอ้โฮ อาการชัดมาก ท้องป่องอย่างกับคนท้อง แถมลมเยอะสุดๆ เพราะฉะนั้น เพื่อนๆลองสังเกตุตัวเองดูนะคะ ร่างกายเราฉลาด อาการสิว ท้องอืด ท้องผูก ปวดหัว สมาธิสั้นและอื่นๆเป็นการบอกเตือนของร่างกายเรา ไม่ควรปล่อยไว้เฉยๆ ลองเลี่ยงของที่คิดว่าแพ้ดูอย่างน้อย 1 เดือนแล้วสังเกตุดู ให้ดีจริงๆต้อง 3-6 เดือนให้ร่างกายเราได้พัก แต่หากอยากรู้แน่ๆให้หมดทุกตัว สมัยนี้ก็สามารถไปตรวจเลือดเช็คดูได้ค่ะ 🙂 เพื่อนๆสามารถไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องภูมิแพ้อาหารแฝงด้วยการค้นหาคำว่า Food Intolerance และ Leaky Gut หรือจะไปอ่านที่ https://health.kapook.com/view330.html ก็ได้ค่
2022-03-12

ชวนไปวิปัสสนา งดพูด อ่าน เขียน 10 วัน!

คลิปนี้เมย์จะขอชวนทุกคนไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบ 10 วัน เป็น 10 วันที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้ทำความรู้จักตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง เป็นความรู้จักที่ไม่ว่าการไปเรียนคอร์ส ทำ workshop หรือกิจกรรมอื่นใดๆก็ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจตัวเองแบบนี้ได้ ที่สำคัญ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแค่มีใจเป็นพอ ที่แน่ๆ กลับมาแต่ละครั้ง ชีวิตดีมาก สามารถสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิต สำหรับเมย์คือการมีสติ – ใจเย็นลง – เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น – มีเมตตากับทุกสิ่งรอบตัว – มองเหตุการณ์ต่างๆจากหลายแง่มุม – จับความรู้สึกตัวเองได้เร็วขึ้น หงุดหงิดน้อยลง – ไม่ค่อยเครียด โกรธ เศร้า เหงา กลัว (ไม่เสียเวลากับความรู้สึกลบๆที่ทำให้เราเสียเวลาและพลังในการใช้ชีวิต) – มีความสุขในงานที่ทำ ฯลฯ วิปัสสนาคืออะไร? ทำไมต้อง 10 วัน? อยู่ยังไง? ฯลฯ ไปดูในคลิปได้เลยค่ะ แนวทางนี้คือแนวทางของท่านอาจารย์โกเอนก้า สามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ทางนี้เลยค่ะ https://www.thaidhamma.net/
2022-03-12

Superfood กินแล้วอ้วนหรือผอม ?

Superfood คืออะไร คำว่าซูเปอร์ฟู้ดไม่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์แต่เป็นคำเรียกอาหารอะไรก็ได้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงในปริมาณและแคเลอรี่นิดเดียว เช่นผักโขมมีแคลเซียมและเมกนีเซียมมากกว่าผักกาดแก้ว 5 เท่า ผักโขมจึงถือเป็น superfood เพราะทานเพียงนิดเดียวก็ได้ประโยชน์เยอะมาก ส่วนมากจะถูกวัดด้วยปริมาณแร่ธาตุ วิตามิน และค่าสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คืออะไร คุ้นๆไหมกับคำๆนี้ เคยได้ยินแต่ตามโฆษณาอาหารเสริมหรือในครีมบำรุงผิวต่างๆว่า antioxidant ช่วยชะลอวัย ต่อต้านมะเร็งใช่ม้า ตามชื่อ สารต้านอนุมูลอิสระ มีหน้าที่ต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาอนุมูลอิสระ (oxidation) ซึ่งเป็นอะไรที่เกิดในร่างกายอยู่ตลอดเวลา คิดถึงเวลาสนิมขึ้น หากมีอนุมูลอิสระมากๆจะรู้สึกเพลีย หน้าเหี่ยว ตีนกาขึ้น ป่วย และหากสะสมมากๆอาจเป็นโรคเรื้อรังเช่นมะเร็งได้ ร่างกายเราผลิตอนุมูลอิสระตลอดเวลาตั้งแต่เราหายใจ ตื่น หลับ ออกกำลัง เครียด หน้าที่ของเราคือพยายามทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อชะลอและยับยั้งการเกิดปฏิกิริยานี้ แล้วเราต้องกินสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) เยอะขนาดไหน อันนีขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเรา ยิ่งใช้ lifestyle หนัก เช่น ทำงานหนัก เครียด นอนดึก กินอาหารไม่ดี ออกกำลังหนัก ร่างกายเราก็ยิ่งผลิตอนุมูลอิสระมาก เราจึงต้องการสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าคนทั่วไป แล้วเกี่ยวอะไรกับ superfood อย่างที่บอกว่า superfood คืออาหารอะไรก็ได้ที่ประโยชน์เยอะในปริมาณนิดเดียว เพราะฉะนั้น ข้อดีคือ ไม่ต้องทานเยอะแต่ได้สารอาหารเยอะ เหมาะกับคนเวลาน้อย แทนที่จะต้องทานผักบางชนิดเป็นกาลามัง เราสามารถเลือกทาน superfood ที่ให้สารอาหารนั้นในปริมาณนิดเดียว concept คล้ายๆการทานวิตามินเสริม มีแต่ผักผลไม้เหรอ ส่วนมากจะอยู่ในรูปของพืชผักผลไม้และเมล็ดต่างๆเพราะมีวิตามินแร่ธาตุอัดแน่นในแคเลอรี่แค่นิดเดียว ร่างกายเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้เข้าไปบำรุงเซลล์ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดโรคและมะเร็ง แต่บางครั้งเนื้อสัตว์เช่นปลาแซลมอนก็ถือว่าเป็น ซูเปอร์ฟู้ด เช่นกัน ตัวอย่าง superfoods มีแต่ของนอกแพงๆเหรอออ เปล่าเลยยยย ของไทยมีดีเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นขิง ขมิ้น ย่านาง ใบบัวบก กระเทียม มังคุด ฯลฯ ฝรั่งเขาเอาพวกนี้ไปแพ็คขาย แพ้งแพง เราเป็นคนไทย ควรจะศึกษาและนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เมย์ยังอยากทำ campaign #ThaiSuperfood เลย กินยังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด วิตามินบางชนิดถูกทำลายด้วยความร้อน เพราะฉะนั้น ทานสดดีที่สุด และหากเป็นไปได้ ควรซื้อแบบออร์แกนิค เพราะไหนๆจะบำรุงร่างกายแล้ว อย่าเอาสารพิษเข้าไปอีกเลย กินแล้วไม่อ้วนเหรอ แม้ว่าจะสารอาหารเยอะในปริมาณและแคเลอรี่นิดเดียว แต่หากเราทานเยอะมาก หรือเอาไปทานกับอะไรที่ทำให้อ้วน เช่น เอาไปทำเมนูมันๆ ทอดๆ ราดหรือผสมกับน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือน้ำหวานต่างๆก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน ที่สำคัญ ควรทานให้หลากหลาย จะได้สารอาหารครบ ของดีแค่ไหน หากทานเยอะเกินไปก็ไม่ดี ศึกษา และฟังร่างกายตัวเองให้ดีว่าเขาต้องการอะไรแล้วทานให้เหมาะสมดีที่สุดค่ะ
2022-03-12

20 วัตถุดิบคลีนที่ควรมีไว้ติดครัว

  เพื่อนๆหลายคนที่เพิ่งเริ่มทานคลีนอาจสงสัยว่าจะไปจ่ายตลาด ซื้อของเข้าบ้านอย่างไรดี ? วันนี้เมย์ทำ list สั้นๆที่ หากเพื่อนๆมีสิ่งเหล่านี้ติดบ้านไว้ เมย์รับรองว่า เราสามารถเนรมิตเมนูคลีนได้หลากหลายแน่นอนค่ะ ธัญพืช  ข้าวกล้องออร์แกนิค : หลังจากไปเจอชาวนาและไปดูนามากับตัวเอง เมย์ขอเลือกแบบออร์แกนิคถ้าเป็นไปได้ค่ะ ข้าวโอ๊ตแบบเต็มเมล็ด (Old Fashioned Rolled Oats) : ทำได้หลากหลายเมนู ทั้งคาวและหวาน Optional : คีนวา (Quinoa) : ทานแทนหรือผสมกับข้าว ช่วยเพิ่มโปรตีน   ถั่วและเมล็ดต่างๆ อัลมอนด์ดิบ หรือแบบอบแต่ไม่ใส่เกลือ เมล็ดเฟล็กซ์ (Flax Seeds) : มีโอเมก้า 3 ใช้แทนไข่ในสูตรอาหารต่างๆได้ เมล็ดเชีย (Chia Seeds) : มีโอเมก้า 3 แถมทำได้หลายเมนู Optional : Cacao Nibs/ เมล็ดทานตะวัน/ งา (เมย์ชอบแบบคั่วป่น)/ ลูกเดือย โปรตีน ทูน่ากระป๋อง แบบในน้ำแร่ Optional : ถั่วลูกไก่ (Chickpea) หรือถั่วดำ แบบดิบหรือแบบกระป๋องก็ได้ หากจะซื้อเนื้อสด ให้เน้นปลา หรือเลือกเป็นอกไก่ สันในหมูแบบปลอดฮอร์โมน ผลไม้แห้ง อินทผาลัม : ทำขนมได้หลายอย่าง มะพร้าวอบแห้งแบบไม่หวาน Optional : แครนเบอร์รี่อบแห้งแบบไม่ผสมน้ำตาล เครื่องเทศ คาคาว (Cacao Powder) หรือผงโกโก้แบบไม่หวาน พริกไทยดำ เกลือสมุทร Optional : ซินนามอน หรืออบเชย/ พริกป่น/ ผงกระเทียม/ Italian Seasoning น้ำมัน น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันรำข้าว : ใช้สำหรับผัด อบ หรือเมนูที่ใช้ความร้อนสูง น้ำมันมะกอกแบบ Extra Virgin : ใช้ทำน้ำสลัด ซอส มิโซะแบบ paste / ซีอิ้วขาว และ หรือซีิอิ้วดำ : เลือกแบบไม่มีผงชูรสและสารกันเสีย มัสตาร์ท (เมย์ชอบแบบ Dijon ที่มีเมล็ดอยู่) Optional : ซอสพริกศรีราชา : เลือกแบบไม่มีผงชูรสและสารกันเสีย ของแช่แข็ง ผักโขม เบอร์รี่ กล้วยหั่นแว่น ของสด ผลไม้ตามฤดูกาล ผัก (เมย์ชอบมีผักสลัด กะหล่ำปลี บลอคโคลี่ แตงกวาซูกีนี่ โหระพา มะเขือ มะเขือเทศ และฝักทอง) Optional : กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ / นมอัลมอนด์ / ไข่ออร์แกนิค
2022-03-12